Saturday, August 13, 2016

ลำไส้อักเสบ

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  13:12
 
ลำไส้เล็กอักเสบ (Enteritis)

อาการของลำไส้เล็กอักเสบที่พบบ่อยได้แก่
ท้องเสียร่วมกับปวดท้อง
ถ้าท้องเสียรุนแรงจะมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย
อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน
มักมีไข้ พบได้ทั้งไข้สูงหรือไข้ต่ำทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ
เบื่ออาหาร
อ่อนเพลีย
ผอมลง น้ำหนักลด และภาวะทุโภชนา จากการขาดสารอาหารจากลำไส้เล็กดูดซึมอาหารได้น้อยลง

ผลข้างเคียงจากลำไส้เล็กอักเสบที่พบได้บ่อยคือ
ภาวะทุโภชนาจากลำไส้เล็กดูดซึมอาหาร ได้น้อย
ลำไส้อุดตันจากลำไส้เล็กเกิดเป็นพังผืดจึงทำให้ช่องทางเดินอาหารตีบแคบลง
ลำไส้เล็กทะลุถ้าการอักเสบรุนแรงจนลำไส้เล็กเกิดเป็นแผล
การเสียคุณภาพชีวิตกรณีมีภาวะท้องเสียเรื้อรัง

ควรพบแพทย์เมื่อ
อาการต่างๆไม่ดีขึ้นเช่น ท้องเสียบ่อยครั้งขึ้น อุจจาระเป็นเลือด ปวดท้องมาก
อาการที่รักษาหายแล้วกลับมามีอาการอีกเช่น มีไข้สูง ท้องเสีย อุจจาระเป็นเลือด
มีอาการใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่น ปวดท้องรุนแรงโดยเฉพาะเมื่อร่วมกับปวดท้องมากและ /หรือไม่ผายลม (เป็นอาการของลำไส้อุดตันหรือลำไส้ทะลุที่ต้องไปโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที)

การป้องกันโรคลำไส้เล็กอักเสบคือ การป้องกันการติดเชื้อ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน การรักษาความสะอาดอาหารและน้ำดื่มเช่น ในโรคไทฟอยด์ โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิดไม่มีตัว นอกจากนั้นคือ การกินยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น ซึ่งยาสำคัญที่เป็นสาเหตุลำไส้เล็กอักเสบคือ ยาฆ่าเชื้อ และยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบ เช่น NOXXA IBUFEN POX


http://haamor.com/th/ลำไส้เล็กอักเสบ/
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  13:11
 
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative colitis)

จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาการจะกำเริบขึ้นเป็นพักๆ มีช่วงที่ปกติสลับกับช่วงที่มีอาการ ได้แก่ ถ่ายอุจจาระบ่อย/ท้องเสีย หรือท้องผูก ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก อุจจาระอาจเหลวเป็นน้ำ ปวดเบ่ง ถ่ายไม่สุด การที่ผู้ป่วยจะมีอาการใดเด่นชัด ขึ้นกับตำแหน่งของลำไส้ใหญ่ที่มีการอักเสบ

ถ้ามีการอักเสบเฉพาะที่ลำไส้ตรง (Proctitis) จะถ่ายเป็นเลือดสดหรือเลือดปนมูก อาจเห็นเคลือบอยู่บนผิวของก้อนอุจจาระหรือปนเปไปกับอุจจาระที่เป็นก้อนปกติ มีอาการปวดเบ่ง คือมีความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีอุจจาระอยู่ หรือถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วยังรู้สึกถ่ายไม่สุด บางครั้งเวลาปวดถ่ายอุจจาระอาจกลั้นไม่ได้ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการปวดท้อง การที่ลำไส้ตรงมีการอักเสบจะทำให้ลำไส้ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปจากลำไส้ตรง เคลื่อนตัวบีบขับก้อนอุจจาระช้ากว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการท้องผูก

ถ้าการอักเสบเป็นตั้งแต่เหนือลำไส้ตรงขึ้นไป จะถ่ายเป็นเลือดสดที่ปนเปไปกับก้อนอุจจาระ ในรายที่อาการรุนแรงจะถ่ายเป็นน้ำที่มีทั้งเลือด มูก และเนื้ออุจจาระปนกันออกมา การที่ลำไส้ส่วนที่อยู่เหนือลำไส้ตรงอักเสบ จะทำให้ลำไส้บีบตัวเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยถ่ายอุจจาระบ่อย โดยมักจะเป็นช่วงกลางคืนหรือหลังกินอาหาร ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดท้องบริเวณส่วนกลางท้อง เป็นแบบปวดบีบได้ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะแบ่งย่อยออกเป็นอีก 3 กลุ่ม ตามความรุนแรงของอาการ คือ
อาการเล็กน้อย: ถ่ายน้อยกว่า 4 ครั้งต่อวัน มีเลือดปนในอุจจาระเล็กน้อย ไม่มีไข้ ไม่มีหัวใจ เต้นเร็ว มีโลหิตจางเล็กน้อย มีค่าการตกตะกอนของเลือด (ESR: Erythrocyte sedimentation rate) ขึ้นสูงไม่เกิน 30
อาการปานกลาง: ถ่าย 4 - 6 ครั้งต่อวัน มีเลือดปนในอุจจาระปานกลาง มีไข้ต่ำกว่า 37.5 อง ศาเซลเซียส หัวใจเต้นเร็วแต่น้อยกว่า 90 ครั้งต่อนาที มีโลหิตจางปานกลาง มีค่า ESR ขึ้นสูงไม่เกิน 30
อาการรุนแรง: ถ่ายมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน มีเลือดปนในอุจจาระมาก มีไข้ต่ำ หัวใจเต้นเร็วมาก กว่า 90 ครั้งต่อนาที มีโลหิตจางมาก มีค่า ESR สูงเกิน 30

ควรงดอาหารที่ไม่ดีต่อระบบการย่อยอาหาร เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด การรับประทานอาหารปริมาณที่มากเกินไปในแต่ละมื้อ และควรงดอาหารที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคอื่นๆซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนในการวินิจฉัยภาวะกำเริบของโรค และจากการรักษาไม่ได้ผล เช่น อาหารดิบ อาหารปรุงสุกๆดิบๆ อาหารค้างคืน อาหารหมักดอง เป็นต้น

การกินน้ำมันปลา อาจช่วยลดอาการของโรค การกินอาหารที่เรียกว่าโปรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ยีสต์, Lactic acid bacteria, Bifidobacteria ซึ่งมีอยู่ในนมเปรี้ยว โยเกิร์ต มีข้อมูลว่าอาจช่วยลดอาการถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย อาจช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของลำไส้ไม่ให้ทำงานผิดปกติ

ผู้ที่ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเลือดปนมูกปนในอุจจาระ หรือถ่ายเป็นเลือดสดๆออกมา แม้เพียงครั้งเดียว ควรรีบพบแพทย์เพื่อได้รับการหาสาเหตุ ถ้าการหาสาเหตุในครั้งแรกแล้วรักษาไม่หาย มีอาการกลับมาอีก ก็ต้องพบแพทย์ต่อเนื่องเพื่อหาสาเหตุให้พบ

http://haamor.com/th/ลำไส้ใหญ่อักเสบ/
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  12:52
 
โรคที่พบบ่อยๆ ดังต่อไปนี้

โรคริดสีดวงทวาร
เลือดออกจากผิวหนังรอบทวาร
ลำไส้มีรูพรุน
โรคเส้นเลือดผิดปกติของลำไส้ใหญ่
ติ่งเนื้องอกลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่อักเสบ

คนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 60 ปี และคนที่มีติ่งเนื้องอกลำไส้ใหญ่เริ่มมีติ่งตั้งแต่อายุ 50 ปีเป็นต้นไป ดังนั้นถ้าคนไข้อายุน้อยกว่า 50 ปี โอกาสเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำ แพทย์มักจะไม่สงสัยโรคมะเร็งในคนไข้อายุน้อยกว่า 50 ปี

เมื่อมีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจลำไส้ใหญ่ ค้นหาติ่งเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ การตรวจลำไส้ใหญ่ที่ดีที่สุดคือการส่องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องทุก 5 ปี การตรวจอื่นๆ ที่ได้ผลเช่นกัน ได้แก่ การตรวจลำไส้ด้วยการทำ CT scan ทุกห้าปี หรือการตรวจหาเลือดในอุจจาระเป็นประจำทุกปี (ความไวในการพบโรคมะเร็งลำไส้ระยะแรกจะลดลงตามลำดับ)

http://www.phyathai.com/medicalcenterdetail_article/11/452/PYT2/th
http://www.healthtoday.net/thailand/cancer_care/cancer_159.html
http://www.thaihealth.or.th/Content/12440-ถ่ายเป็นเลือด…อย่านิ่งนอนใจ.html
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  11:04

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  13:43
 
อาหารเสริมจุลินทรีย์สุขภาพโปรไบโอติก หมายถึง อาหารเสริมที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีชีวิต และไม่ถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะอาหาร

ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ชนิดดีในทางเดินอาหาร โดยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดีให้มีปริมาณที่มากพอจะทำให้จุลินทรีย์ร้ายไม่สามารถยึดเกาะกับผนังลำไส้ได้ จึงถูกขับออกไปทางอุจจาระ และยังสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้ และยับยั้งจุลินทรีย์ร้ายไม่ให้ก่อโรคอีกด้วย

จุลินทรีย์ชนิดดีส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กทารก มีมากมายหลายชนิด เช่น บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium ) จุลินทรีย์กลุ่มนี้ถือได้ว่ามีประโยชน์มากทีเดียว โดยจะยึดเกาะในลำไส้ใหญ่เป็นหลัก โดยทั่วไปสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารหมัก เช่น โยเกริ์ต

CombifAR ต่างจากโยเกิร์ตอย่างไร?
ปริมาณจุลินทรีย์มีปริมาณจุลินทรีย์ที่มากกว่าโยเกริ์ต 1 ถ้วย ซึ่ง Combif จะมีปริมาณจุลินทรีย์ตอนเริ่มต้น 10 พันล้านเซลล์ และเคลมที่หมดอายุยังมีจุลินทรีย์ไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านตัว ซึ่งเป็น จุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะ
ในขณะที่ในโยเกิร์ต จะมีจุลินทรีย์โดยประมาณ 1 พันล้านตัวและมีน้ำตาล
การเก็บรักษา Combif ARไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น แต่ห้ามตากแดด ไว้ในรถ หรือในที่ร้อน โยเกริ์ต จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น เพื่อให้จุลินทรีย์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้

CombifAR มีส่วนผสมของ milk protein ที่ใส่เพื่อทำให้เชื้อมีชีวิตอยู่

ถาม CombifAR เหมาะกับคนเป็นโรคอะไรที่ควรทาน?
ผู้ที่ต้องการปรับสมดุล ระบบขับถ่าย
ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง และมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้จากท้องผูกเรื้อรัง
ผู้ที่มักเป็นริดสีดวง BB536 จะช่วยลดอาการท้องเสียหรือท้องผูกก่อนที่จะเป็นริดสีดวง
หากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรแล้วมีอาหารท้องผูก ทานจุลินทรีย์สุขภาพจะปลอดภัย

http://www.biolife-thailand.com/index.php/combif_ar
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  13:37
 
AB Pre&Pro ประกอบด้วย จุลินทรีย์ในตระกูลแลคโตบาซิลสัส (LA5) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ในการช่วยย่อยอาหารและดูดซึมวิตามินต่างๆ ให้เด็กได้รับวิตามินที่เต็มที่
และตระกูลบิฟิโด แบคทีเรีย (BB12) จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กส่วนปลาย ถึงลำไส้ใหญ่ มีหน้าที่ช่วยในการขับถ่าย ให้เด็กมีระบบขับถ่ายที่สมดุล และอินนูลิน เป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ แต่ไม่ให้พลังงาน ทำหน้าที่เป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ให้เติบโตและเพิ่มปริมาณให้พอเพียง

มีผลงานวิจัยทาคลินิคพบว่าการรับประทานจุลินทรย์สุขภาพ (probiotic) ร่วมกับอาหารสำหรับจุลินทรีย์ (prebiotic) ช่วงอายุ 1-6 ปี จำนวน 626 คน พบว่าสามารถลดจำนวนวันการเจ็บป่วยของเด็กโดยเฉพาะช่วงวัย 3-5 ปี ได้อย่างเห็นได้ชัด

การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีผลงานวิจัยในการรับประทานจุลินทรีย์สุขภาพกลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียม สายพันธุ์ BB12 ปริมาณ 1,000,000,000 เซลล์พบว่าสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ (IgA) เพื่อต่อต้านเชื้อโรคร้ายมากขึ้นถึง 3 เท่า

มีงานวิจัยในเด็กอายุ 1 เดือน เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์สุขภาพที่มีอยู่แล้วในทางเดินอาหารของเด็กและอินนูลินที่เป็นไฟเบอร์ละลายน้ำ ปลอดภัยสำหรับเด็ก ถ้าเทียบง่าย ๆ คือ จะต่างกับ โยเกริ์ต กับ นมเปรี้ยว คือไม่มีน้ำตาล ไม่มีสารปรุงแต่งใดๆ

สำหรับเด็ก อายุไม่เกิน 12 ปี กินวันละ 1 ซอง เวลาไหนก็ได้คะ แล้วแต่สะดวก

AB Pre&Pro ปริมาณจุลินทรีย์ มีปริมาณจุลินทรีย์ที่มากกว่า โยเกริ์ต 1 ถ้วย ซึ่ง AB Pre&Pro จะมีปริมาณจุลินทรีย์รวม 2 พันล้านเซลล์ ซึ่งเป็น จุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะ ไม่ใส่น้ำตาลและสารปรุงแต่งใดๆ ในขณะที่ในโยเกิร์ต จะมีจุลินทรีย์โดยประมาณ 1 พันล้านตัวและมีน้ำตาล

การเก็บรักษา AB Pre&Pro ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น แต่ห้ามตากแดด ไว้ในรถ หรือในที่ร้อน โยเกริ์ต จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น เพื่อให้จุลินทรีย์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้

http://www.biolife-thailand.com/index.php/ab_prepro
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  13:30
 
Bioflor - Probiotics contain different types of micro-organisms such as yeast (Bioflor) and bacteria (such as lactobacillus, bifidobacterium). Micro-organisms (flora) are naturally found in the stomach / intestines / vagina.
Some conditions (such as antibiotic use, travel) can change the normal balance of bacteria/yeast. Probiotics are used to improve digestion and restore normal flora. Probiotics have been used to treat bowel problems (such as diarrhea, irritable bowel), eczema, vaginal yeast infections, lactose intolerance, and urinary tract infections. Probiotics are available in foods (such as yogurt, milk, juices, soy beverages) and as dietary supplements (capsules, tablets, powders).

Bioflor available forms, composition, doses:
Capsules; Oral; Saccharomyces Boulardii 250 mg
Powder; Oral; Saccharomyces Boulardii 250 mg

Indications Acute diarrhea, digestive complications of antibiotic therapy (diarrhea, colitis, candidiasis), diarrhea during continuous enteral feeding in adult.

Dosage 1 cap/sachets bid.


http://www.mims.com/thailand/drug/info/bioflor
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  13:26
 
Saccharomyces boulardii is a nonpathogenic, probiotic yeast which nutritionally supports the health of the gastrointestinal tract. Probiotic yeast, Saccharomyces boulardii, has prevented diarrhea in several human trials. Probiotic are also important in recolonizing the intestine during and after antibiotic use. Probiotic supplements replenish the good bacteria, preventing up to 50% of infection occurring after antibiotic use. Normagut help for establishment and maintenance of a well functioning intestinal flora.

Each capsule of Normagutcontains :
Freeze-dried yeast of Saccharomyces boulardii (at least 2.5 billion viable cells) : 250mg

INDICATIONS :
For establishment and maintenance of a well functioning intestinal flora, treatment and prevention of clostridium difficile diarrhea, traveler’s diarrhea and antibiotic-associated diarrhea.

DOSE:
1 capsule once or twice daily.

http://www.megawecare.com/products/complimentary-medicines/well-being/normagut
Who We Are. We are organization focused on Human Wellness. We strive to help people in developing countries by brining to them holistic solution for their health and wellness. What We Believe · Mega Philoshophy · Mega Way · Our Value · Our Commitment · Mega Objective · Creating Shared Value.
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  30 Jul 2016
 
โปรไบโอติก กับพรีไบโอติก คืออะไร
ก่อนอื่นต้องรู้ว่าในลำไส้ของเรามีแบคทีเรียชนิดดีมีประโยชน์และมีแบคทีเรียตัวร้ายอยู่รวมกัน

แบคทีเรียตัวดีเช่นบิฟิโดแบคทีเรีย และแลคโตบาซิลไล เรียกว่า โปรไบโอติก หากมีมากสุขภาพลำไส้จะแข็งแรง ส่วนแบคทีเรียตัวร้ายอย่าง อีโคไล ซูโดโมแนส คลอสตริเดียมจะทำให้เกิดลำไส้อักเสบ มีลมในท้องมาก กระทั่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งลำไส้

ส่วนพรีไบโอติก เป็นอาหารของแบคทีเรียตัวดีโดยเฉพาะ หากกินพรีไบโอติกจากอาหารเข้าไปมากพอ แบคทีเรียตัวดีจะแพร่พันธุ์ แย่งที่แบคทีเรียตัวร้ายในลำไส้ อาการแน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ ท้องเสียบ่อย IBS ท้องผูกสลับท้องเสีย อาการปวดท้อง จะหมดไป

อาหารที่มีพรีไบโอติกมาก ได้แก่ แก่นตะวัน แก้วมังกร รอกจากนี้จะกาได้จากกล้วยน้ำว้า กระเทียม ต้นหอม ผักและผลไม้ทั่วไป
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  15 Oct 2015
 
น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีมีประโยชน์หลากหลาย ทั้งในแง่ของการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงในผุ้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง ป้องกันการเกิดอันตรายจากอนุมูลอิสระ และรักษาอาการลำไส้อักเสบ

การกินแคปซูลต้นอ่อนข้าวสาลี ขนาด 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 30 วัน เพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณวิตามินซี การทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และลดปริมาณ malondialdehyde ในเลือดของอาสาสมัครได้ดีกว่าสาหร่ายสไปรูริน่า เมื่อกินในขนาดที่เท่ากัน



http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/125/น้ำวีทกราส-น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี/
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  25 Jan 2015
 
อาการปวดท้องที่มักเกิดขึ้นบ่อยกับคนวัย 40  ที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยมากที่สุด

สาเหตุจากอวัยวะภายในช่องท้อง

ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร, โรคในระบบทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี, โรคเกี่ยวกับตับ เช่น โรคเนื้องอกที่ตับ, โรคฝีในตับ, โรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ, โรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ ซึ่งมักจะมีการขับถ่ายที่ผิดปกติร่วมด้วย, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ โรคต่างๆ ในช่องท้องนี้ยังมีอีกมากมายซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้ นอกจากนี้โรคในระบบทางเดินปัสสาวะและโรคเฉพาะสตรีก็อาจทำให้ปวดท้องได้

สาเหตุจากอวัยวะภายนอกช่องท้อง

โรคปอดบวมแล้วมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งพบในผู้ป่วยวัยกลางคนขึ้นไปอาจมีอาการปวด จุกแน่นบริเวณช่องท้องส่วนบน, โรคหลอดอาหารส่วนปลายอักเสบ แม้กระทั่งโรคที่ผิวหนังที่บริเวณหน้าท้องก็อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงได้ เช่น โรคงูสวัด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าท้องก่อนจะมีตุ่มใสๆ เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าท้องก็ได้


อาการนี้อันตรายแน่

1. คุณปวดท้องใต้ชายโครงขวา หรือไม่?

2. หลังรับประทานอาหารแล้ว คุณมีอาการแน่นท้องอืดนาน แถมมีคนทักคุณว่าตาเหลืองด้วย หรือไม่?

3. คุณปวดท้องแน่นท้องส่วนบน แถมมีไข้หนาวสั่นด้วย หรือไม่?


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1422164838
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  12 Dec 2014
 
โรคที่มาจากอาการปวดท้องของลูก มีดังนี้

1. อาหารเป็นพิษ เด็กจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน มีไข้ ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือเนื้อเละๆ

2. กระเพาะอาหารอักเสบ เด็กจะมีอาการปวดท้องตรงบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงซ้าย คลื่นไส้อาเจียน มักมีอาการไอ มีน้ำมูกนำมาก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

3. แผลในกระเพาะอาหาร อาการจะคล้ายกับกระเพาะอาหารอักเสบ แต่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า H.pylori อาการมักปวดท้องรุนแรง บางคนนอนไม่ได้ ทำกิจกรรมประจำวันไม่ได้ มักเกิดกับเด็กโต อาการที่พบเพิ่มเติมดังนี้ อาการคลื่นไส้ อาเจียน แสบร้อนกลางอก  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

4. อาการท้องผูก อาการนี้คือเด็กไม่ถ่ายมาหลายวัน เมื่อปวดท้องจะมีอาการเกร็ง เวลาถ่ายจะลำบากมาก เพราะอุจจาระจะแข็งและก้อนใหญ่ เด็กบางคนถ่ายเป็นลูกกระสุนเม็ดเล็ก ถ่ายทุกวัน เพราะถ่ายออกมาไม่หมด ทำให้เด็กมีอาการปวดท้องต่อเนื่องกันหลายวัน

5. อาการท้องอืด อาการนี้เกิดจากการที่ลูกมีลมในท้องมากเกินไป ส่งผลให้ลูกท้องแข็ง เรอบ่อย ผายลมบ่อย ท้องใหญ่ขึ้น สาเหตุเป็นเพราะตอนกินนมมีลมเข้าไปในท้องขณะกินนม ขณะร้องไห้ หรือในช่วงการหายใจปกติ โดยลมจะไปสะสมอยู่ในท้องของลูกน้อย ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายและแน่นท้อง

6. อาการกรดไหลย้อน สำหรับอาการกรดไหลย้อนนี้ในเด็กเล็กมักจะร้องกวน สำรอกบ่อย อาเจียนออกปากออกจมูก น้ำหนักไม่ขึ้น ส่วนในเด็กโต ก็มักจะปวดท้องตรงบริเวณลิ้นปี่ ปวดแสบยอดอก เรอเปรี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว

7. ลำไส้อักเสบ เด็กจะมีการอาเจียนหรือแหวะนมออกมาบ่อยๆ ลักษณะการถ่ายจะเหลวมีมูกเลือดปนหลายครั้ง เด็กมักจะซึม ไม่ยอมดูดนม ร้องกวน  เด็กบางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย

8. ไส้ติ่งอักเสบ ปวดท้องมากปวดตลอดเวลาไม่มีเว้น ปวดทางด้านขวาล่างของช่วงท้อง มีอาการอาเจียน เป็นไข้ คลื่นไส้ ต้องรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ

http://www.maerakluke.com//8-โรคที่มาจากอาการปวดท้องของลูกพร้อมวิธีสังเกตอาการ/
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  16 Jul 2014
 
เมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีอาการปวดท้องขวาล่างตลอดเวลา โดยเฉพาะมีอาการไข้หวัดร่วมด้วย ให้สงสัยว่าอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบ

โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอักเสบ  มักปวดบริเวณลิ้นปี่

โรคลำไส้อักเสบ    อาการปวดท้องแบบบิดๆ ท้องเสีย  อาจมีไข้  คลื่นไส้อาเจียน

ปวดจากนิ่วท่อไตขวา   อาการปวดเป็นพักๆ มากบริเวณเอวบางครั้งปวดรุนแรงมาก  อาจปวดร้าวมาท้องน้อย  หรือขาหนีบ

ปวดจากปีกมดลูกและรังไข่    อาการปวดบริเวณท้องน้อย  ไม่สัมพันธ์กับอาหาร  อาจมีเลือดหรือตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด  บางรายอาจมีไข้  อาจปวดท้องข้างเดียวหรือ 2 ข้าง

http://lannahospital.blogspot.com/2013/03/blog-post_27.html
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  27 Jun 2016
 
อาการปวดท้อง กับโรคกระเพาะอาหาร
16 กันยายน 2557

อาการปวดท้องสามารถแบ่งตามบริเวณที่ปวดได้เป็น 2 ส่วน คือ
ปวดท้องส่วนบน เป็นการปวดบริเวณเหนือสะดือซึ่งเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน
ปวดท้องส่วนล่าง เป็นการปวดบริเวณต่ำกว่าสะดือซึ่งจะเกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง ไต มดลูกและปีกมดลูก

สาเหตุของการปวดท้องเกิดได้จาก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
ปวดท้องที่ต้องได้รับการรักษาทางศัลยกรรม เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้รั่ว ลำไส้อุดตัน เยื่อบุช่องท้องหรือเยื่อบุลำไส้อักเสบเฉียบพลัน มะเร็งลำไส้ หรืออาจเกิดจากนิ่ว
ปวดท้องจากโรคทางอายุรกรรม เช่น โรคกระเพาะอาหาร ท้องอืด มีลมในกระเพาะอาหาร ท้องผูกเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับตับ โรคติดเชื้อในระบบลำไส้

อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารนั้น จะปวดจุก แสบ แน่นบริเวณเหนือสะดือกลางท้องหรือบริเวณลิ้นปี่
- ปวดท้องเฉียบพลันต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ นอกเหนือ จากกระเพาะก็ได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอ่อนอักเสบ
- ปวดท้องเรื้อรัง พบบ่อยที่สุด ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ ไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน เป็นการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับมื้ออาหาร เช่น ปวดขณะหิวหรืออิ่ม แต่เป็นการปวดแบบทนได้ และเมื่อกินยาลดกรดหรือกินอาหารแล้วมีอาการดีขึ้น

ความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดนั้น ไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดท้องเสมอไป “หลายรายมาเพราะอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ หรือมีอาการแสบแน่นที่หน้าอกเนื่องจากกรดไหลย้อนทำให้หลอดอาหารอักเสบ หรือไอเพราะอักเสบขึ้นมาถึงคอ อาการเหล่านี้เป็นเรื่องของกระเพาะอาหารทั้งสิ้น

ปวดแบบไหนที่รอไม่ได้
ถ้าคุณมีอาการปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ เกิน 4 สัปดาห์ควรมาพบแพทย์

แต่ถ้าหากมีอาการปวดท้องร่วมกับสัญญาณเตือนต่อไปนี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ปวดท้องโดยมีอาเจียนร่วมด้วย
ปวดท้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากที่เคยปวดแสบกลายเป็นปวดบีบ ปวดเกร็ง ปวดรุนแรงขึ้น
มีภาวะโลหิตจาง อาจเกิดจากการเสียเลือดในกระเพาะอาหาร
ตาเหลือง
มีไข้เรื้อรัง 37.5 - 38 องศาตลอดเวลา
น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ภายใน 1 - 2 เดือน
รับประทานยาลดกรดด้วยตัวเองแล้ว1 - 2 สัปดาห์แต่ไม่ดีขึ้น ยังปวดท้องอยู่หรือมีอาการอื่นเพิ่มเติม


https://www.bumrungrad.com/th/betterhealth/2557/better-digestive-health/abdominal-pain-and-dyspepsia
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  3 Oct 2014
 
สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหาร

โอ้ยยย...รู้สึกไม่สบายท้องเลย กินอะไรเข้าไปก็แน่นท้อง เป็นๆ หายๆ เมื่อไหร่จะหายสักที

อาการข้างต้น เป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร หลายๆคน อาจเข้าใจผิดว่าโรคกระเพาะอาหาร คือ โรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารโดนน้ำย่อยกัดจนเป็นแผล แต่ทราบไหมคะว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ 60-90% เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล (ทราบได้จากการส่องกล้อง) อาจพบเพียงการอักเสบเล็กน้อยของกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารแบบมีแผล หรือไม่มีแผล อาการของโรคก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ หรือบริเวณเหนือสะดือ ท้องอืด อาการมักเป็นๆหายๆ มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว อาการปวดหรือแน่นท้องจะดีขึ้นหลังทานอาหาร หรือได้รับยาลดกรด บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้องหรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มีลมมากในท้อง ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น หรืออาจมีคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการแสบร้อนยอดอกร่วมด้วย

สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารพบได้หลากหลาย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร (ชื่อเชื้อHelicobacter pylori) มีการหลั่งกรดในกระเพาะมากเกิน ซึ่งอาจขึ้นได้จากความเครียดทางจิตใจ การทานอาหารรสจัด การดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หรือพฤติกรรมบางอย่างก็ส่งเสริมให้เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ เช่น การทานอาหารไม่เป็นเวลา การสูบบุหรี่ (ทำให้อัตราการเป็นแผลกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แผลหายช้า เป็นใหม่ได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ผลไม่ดี) หรือการทานยาแก้ปวดกลุ่มที่ผลระคายเคืองกระเพาะอาหารบ่อยๆ (ชื่อกลุ่มยา NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac, piroxicam เป็นต้น)

สำหรับการรักษาอันดับแรกก็ต้องหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น เช่น ลดการทานอาหารรสจัด ทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ซื้อยาแก้ปวดทานเองโดยไม่จำเป็น ในส่วนของยารักษาแผนปัจจุบันก็มีหลายกลุ่มยาที่แพทย์อาจสั่งใช้ร่วมกัน คือ

ยาลดการหลั่งกรด เป็นกลุ่มยารักษาหลัก ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งเซลล์ที่หลั่งกรดโดยตรง เช่น cimetidine, omeprazole และยาลดกรด ชนิดที่ออกฤทธิ์โดยการสะเทิน (neutralize) กรดที่หลั่งออกมา ซึ่งมักมีส่วนประกอบของ aluminium hydroxide และ magnesium hydroxide ตัวอย่างยา เช่น antacid นอกจากนี้ยังอาจมีกลุ่มยาช่วยย่อยและยาขับลม เสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้ดีขึ้น

กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย ก็จะใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย โดยทั่วไปโรคกระเพาะอาหารจะใช้เวลาทานยารักษาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยต้องทานยาให้สม่ำเสมอ ครบตามจำนวนและระยะเวลาที่แพทย์สั่ง

ในส่วนของยาสมุนไพรมีหลายสูตรการรักษา เช่น
- ใช้ผงขมิ้นผสมน้ำผึ้งชงกับน้ำอุ่นดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 5 วัน ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและรักษาโรคลำไส้อักเสบได้ นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และมีผลต้านเชื้อ H.pylori ที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย ที่สำคัญคือ ต้านการเกิดมะเร็งในทางเดินอาหารได้ (ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้)

- วุ้นสดว่านหางจระเข้ กว้าง 3 นิ้ว ยาว 4 เซนติเมตร แบ่งทานสองครั้ง รักษาโรคกระเพาะ ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหาร

- ใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นบางๆ ตากแดดอ่อนๆจนแห้ง ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารที่มีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะจะสูญเสียไป บดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา จะผสมกับน้ำผึ้งด้วยก็ได้ กินก่อนอาหารวันละ 3 เวลา

- กระเจี๊ยบเขียวฝักอ่อนตากแดด บดให้ละเอียด กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ หรือนม หรือน้ำผลไม้กินวันละ 3-4 เวลา หลังอาหาร มีการศึกษาพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ H. pylori

- ใบเปล้าน้อย 1 กำมือ ต้ม 3 เอา 1 กินครั้งละครึ่งแก้วกาแฟ วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร เปลี่ยนใบยาทุกวัน กินอย่างน้อย 2 เดือน มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหารที่ดีมาก โดยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อทำให้แผลหายเร็ว ลดการหลั่งกรดในสัตว์ทดลอง

- ลูกยอ ช่วยป้องกันหลอดอาหารอักเสบจากกรดไหลย้อน ช่วยเร่งการสมานแผลของกระเพาะอาหารในหนูทดลอง และลดการอักเสบของกะเพราะอาหารเฉียบพลันจากแอลกอฮอล์ ลดการหลั่งกรดได้ดีเทียบเท่ากับยารานิทิดีนและแลนโซพราโซล ช่วยเพิ่มการบีบตัวของทางเดินอาหารได้ดีกว่ายาซิสซาพรายด์

- เพชรสังฆาต มีการศึกษาในหลอดทดลองพบว่า ออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์หลั่งกรดเหมือนกับยาแผนปัจจุบัน omeprazole ลดการทำลายเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหาร โดยมีผลลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจากแอสไพรินในหนูทดลอง และยังมีผลต้านเชื้อ H.pylori ที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

แหล่งอ้างอิง
http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/1/3/17/th
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22580040
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21163341
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19204190
http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1046/j.1365-2036.2002.01339.x/pdf
http://examine.com/supplements/Cissus+quadrangularis/
http://www.cancer.org/treatment/treatmentsandsideeffects/complementaryandalternativemedicine/herbsvitaminsandminerals/turmeric
หนังสือบันทึกของแผ่นดินเล่ม 6 สมุนไพรท้องไส้...ในวิถี โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร

https://www.facebook.com/abhaiherb/photos/a.738917366173339.1073741859.136694259728989/740698155995260/
1
Add a comment...

Better Pharmacy Chiang Mai

Shared publicly  -  8 May 2014
 
ได้กินกันหรือยัง

ประโยชน์ของมังคุด ประโยชน์เปลือกมังคุด สรรพคุณของมังคุด ราชินีผลไม้ไทย
ช่วยปรับสมดุลร่างกาย-คลายร้อน

มังคุด...สรรพคุณเหลือล้น

คนไทยรู้จักการนำธัญพืชต่างๆ จากธรรมชาติมาใช้ในการดูแลป้องกันและรักษาสุขภาพมาตั้งแต่อดีต“มังคุด” ผลไม้ไทยที่ขึ้นชื่อลือชาด้านความอร่อย จนผู้คนให้สมญานามว่า “ราชินีผลไม้ไทย” ก็เป็นหนึ่งในผลไม้ไทยที่นอกเหนือจากความอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าในการป้องกันและรักษาสุขภาพให้กับผู้คนมายาวนาน

จากการศึกษาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาสารสกัดจากมังคุด พบว่าผลมังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) มากกว่า 40 ชนิด สารแซนโทนนั้นเป็นสารประกอบตามธรรมชาติที่สามารถพบได้ในผักและผลไม้ ในธรรมชาติสารแซนโทนมีมากกว่า 200 ชนิด

ปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ความสนใจในการศึกษาและวิจัยถึงคุณประโยชน์อันน่ามหัศจรรย์ของสารประกอบจากธรรมชาติชนิดนี้อย่างแพร่หลาย

กลุ่มนักวิจัยชั้นนำในไทยก็มีการศึกษาและวิจัยสารสกัดจากมังคุดอย่างต่อเนื่องมากว่า 31 ปีที่แล้ว คณะนักวิจัยไทย นำโดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา นักวิจัยชื่อดัง และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ค้นพบว่าแซนโทนที่มีสรรพคุณสูงสุด คือ GM-1 ซึ่งเป็นสารที่มีความปลอดภัยกว่าสารที่ให้รสเปรี้ยวในส้มถึง 5 เท่า

สาร GM-1 มีสรรพคุณในการป้องกันและรักษาโรคมากมาย อาทิ การระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และยังมีประสิทธิภาพในการฆ่าแบคทีเรียได้เทียบเท่ายาปฏิชีวนะราคาแพง การป้องกันและต้านการอักเสบได้ โดยมีประสิทธิภาพถึง 3 เท่าของแอสไพริน การระงับอาการปวด และลดอาการแพ้ได้ การต้านอนุมูลอิสระได้ดี

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งมีสาเหตุที่เกิดจาก LDL Cholesterol Oxidation อีกทั้งยังพบว่า สารสกัดจากมังคุดยังช่วยยับยั้งการเจริญและฆ่าเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้กับเซลล์ดีที่อยู่รอบๆ และสามารถระงับการเจริญของเชื้อวัณโรคและเชื้อ HIV ได้

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์จากหลากหลายสาขาวิชาการ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นอกกรอบของศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย โดยได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณจากองค์การมหาชน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรและบริษัทมหาชน ทำให้เกิดปฏิบัติการวิจัยต่อยอดเชิงปฏิบัติของสารสกัดธรรมชาติจากมังคุด หรือเรียกกันว่า Operation BIM

ปฏิบัติการสร้างภูมิคุ้มกันสมดุล หรือ “Operation BIM” คือ ปฏิบัติการวิจัยต่อยอดเชิงประยุกต์ของผลการวิจัยสรรพคุณของผลไม้และธัญพืชหลากชนิด แล้วนำมาผสมกันให้เกิดการเสริมประสิทธิภาพ จนเกิดเป็นสารอาหารที่ช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุลที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง อันจะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนและมีความสุขมากขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยให้มีผู้คนมีสุขภาพดียิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เพราะร่างกายสามารถป้องกันสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพ และก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทางผิวหนัง สะเก็ดเงิน กระเพาะและลำไส้อักเสบ ข้อเข่าเสื่อม เบาหวาน อาการแพ้ หัวใจ ตับและไตทำงานผิดปกติ หอบหืด สันนิบาต อาการชัก เป็นต้น

BIM หรือ Balancing Immune เป็นการนำสารธรรมชาติจากผลไม้และธัญพืชหลากหลายมาเสริมประสิทธิภาพกับสาร GM–1 จากมังคุด จนเกิดผลกระตุ้นการหลั่ง Interleukin 2 (อินเตอร์ลิวคิน 2) ซึ่งเป็นชีวโมเลกุลที่เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มากขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ แต่ไม่มากเกินไปจนเกิดผลข้างเคียง และเป็นผลจากการลดการหลั่ง Interleukin 1 ซึ่งเป็นชีวโมเลกุลที่ทำให้เกิดการแพ้ภูมิตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แล้วยังสามารถลดความผิดปกติที่เกิดจากการแพ้ภูมิตัวเองได้อีกด้วย

ที่ผ่านมาสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้ใช้ Interleukin 2 เป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือดและเข้าใต้ผิวหนัง เพื่อรักษามะเร็งขั้นสุดท้าย หลังจากการทดสอบจนแน่ใจว่ามีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และไร้ผลข้างเคียงแล้ว ทางศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดแห่งชาติจึงจดทะเบียนกับสำนักงานอาหารและยา

“องค์การมหาชนประสานนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโลกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐจากเหนือจรดใต้ ร่วมงานวิจัยปฏิบัติการ “BIM” เพื่อหวังสร้างสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าของประชากรโลก ส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนที่ใช้ผลไม้และธัญพืชในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ และเกิดมาตรการที่สามารถยกระดับราคาของผลผลิตทางธรรมชาติเหล่านี้อย่างถาวรต่อเนื่อง

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของคณะนักวิจัยไทย ในการประกาศให้วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโลกประจักษ์ว่า ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของคนไทย สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใครในโลกแห่งวิทยาการ” ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าว

มังคุด...ช่วยคลายร้อน

อากาศร้อนอย่างนี้ ผลไม้ที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดีก็คือ มังคุด สารแทนนินที่มีในเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ สามารถนำมาสกัดเป็นเครื่องสำอางสมานผิวได้ผลดีทีเดียว แทนนินนั้นนอกจากมีคุณสมบัติช่วยในการสมานแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผล ฝี หนองแล้ว แทนนินยังสามารถใช้เป็นสารกันบูดในอาหารได้อีกด้วย

สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวได้ และยังออกฤทธิ์ต้านเชื้อสิวอักเสบได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดเปลือกมังคุดสามารถออกฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดรอยแผลเป็นของสิวอักเสบสูงถึงร้อยละ 77.8% แสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถนำมาพัฒนาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ในการป้องกันและรักษาสิวอักเสบได้
เราก็จะมีผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาไม่แพงที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ใช้กัน

BY น้าอ้วน บ้านเกษตรพอเพียง
https://www.facebook.com/nuttawudk/posts/848801251800130:0
1
Add a comment...




ด้วยความห่วงใย
.....................
BETTER PHARMACY เจ็ดยอด เชียงใหม่
เราคัดสรรสิ่งที่ดี มีคุณภาพ เพื่อคุณ

FACEBOOK / BetterPharmacyCMG
LINE ID - BETTERCM
.....................




UPDATE  -  2016.08.13

No comments:

Post a Comment